ลองเปลี่ยนบรรยากาศจากถ่ายรูปกับดอกทานตะวันเป็นดอกเก๊กฮวยกันเถอะ

ในช่วงปลายปีแบบนี้ผู้คนส่วนใหญ่มักจะตะเวนถ่ายเป็นกับดอกไม้เพื่อเก็บภาพสวยๆเอาไว้ดูเล่น

ซึ่งถ้าเป็นสวนดอกไม้ที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพมากนั้นส่วนใหญ่แล้วเราจะไปถ่ายรูปกับดอกทานตะวันกันที่ชาวบ้านมักปลุกตามริมถนนเป็นทุ่งกว้างสวยงาม  สำหรับปีนี้ นอกจากคุณผู้อ่านจะได้ถ่ายรูปกับดอกทานตะวันแล้ว เราขอแนะนำทุ่งดอกไม้แสนสวยอีกที่ นั่นคือ ทุ่งดอกเก๊กฮวย ซึ่งปกติแล้วถ้าจะถ่ายรูปกับทุ่งดอกเก๊กฮวยจะต้องเดินทางไปไกลถึงภาคเหนือกันเลยทีเดียว

แต่เดี๋ยวนี้ไม่ต้องไปไกลมาแล้ว ที่สระบุรี จังหวัดที่ใกล้กับกรุงเทพก็มีทุ่งเก๊กฮวยมาให้คุณได้เช็คอิน ถ่ายรูปกับดอกไม้สีเหลืองสวยได้สมใจ และหากใครที่สนใจทุ่งดอกเก๊กฮวย สามารถไปเยี่ยมชมและถ่ายรูปได้ที่ บิ๊กโจ๊ย คันทรี รีสอร์ท ซึ่งที่นี่จะปลูกดอกเก๊กฮวยเต็มทุ่งกว้างเราสามารถแทรกตัวไปอยู่ท่ามกลางดอกไม้สวยๆ และที่นี่ยังมีอย่างอื่นคอยบริการอีกมากมาย เช่น ร้านคาเฟ่ และร้านอาหารที่มีการตกแต่งสถานที่สไตล์คาวบอย 

 

หากใครที่ชื่นชอบความเป็นคาวบอยที่นี่ก็มีชุดคาวบอยเท่ห์ให้เช่าถ่ายรูปด้วยนะคะ

สำหรับบิ๊กโจ๊ย คันทรี รีสอร์ท ตั้งอยู่ในอำเภอหมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี การเดินทางออกจากกรุงเทพมาถึ่งที่นี่ใช้ระยะเวลาในการขับรถเพียงสองถึงสอง ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น

สำหรับทุ่งดอกเก๊กฮวยจะมีค่าเข้าชมคนละ 50 บาท แต่เราจะคูปองมา1 ใบซึ่งคูปองดังกล่าวเราสามารถนำไปแลกน้ำเก๊กฮวยได้ฟรี 1 แก้วและยังได้ไอศกรีมฟรี 1 แท่งเรียกได้ว่าไม่ได้เสียค่าเข้าอะไรเลย เพราะ 50 บาทก็คือว่าเป็นค่าน้ำกับค่าไอศกรีม สำหรับทุ่งดอกเก๊กฮวยจะเปิดให้เข้าชมและถ่ายรูปตั้งแต่เวลา 8.00 – 18.00 น. ของทุกวัน

หากเข้าไปแล้วเราจะเห็นแต่ภาพดอกเก๊กฮวยเต็มไปหมดโดยจะมีการปลูกไว้บนเนินเตี้ยๆ

แถมรอบๆทุ่งดอกเก๊กฮวยยังมีต้นไม้น้อยใหญ่เต็มไปหมด ทำให้อากาศสดชื่น ไม่ร้อนมาก และอย่างที่บอกว่าที่นี่เปิดเป็นรีสอร์ทสไตล์คันทรี เราสามารถเช่าชุดคาวบอยสวยๆมาถ่ายรูปกับดอกไม้สวยๆ ได้อารมณ์ไปอีกแบบที่สำคัญหากเราเป็นลูกค้าของที่นี่ ก็ไม่ต้องเสียค่าเข้าไปถ่ายรูปกับดอกเก๊กฮวย

นอกจากจะมีดอกเก๊กฮวยแล้วบางมุมยังมีการปลูกดอกเวบีน่าแทรกอยู่กับดอกเก๊กฮวยให้เราถ่ายภาพกับทุ่งดอกเวบีน่าได้อีกด้วย หากใครต้องการมาพักที่บิ๊กโจ๊ย คันทรี รีสอร์ท ที่นี่ นอกจากจะมีห้องพักไว้รองรับแล้ว ที่พักยังมีการออกแบบเป็นแบบกระโจมติดแอร์เอาไว้ให้เรานอนฟังเสียงของธรรมชาติยามค่ำคืนได้ด้วย ที่สำคัญอาหารอร่อย และที่พักราคาไม่ แพง วันหยุดถ้าไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนลองแวะมาเที่ยวดูนะคะ

 

ขอขอบคุณบทความ แทงบอลไม่มีขั้นต่ำ

พักผ่อนด้วยการเข้าสวนชิมผลไม้

ผลไม้ถ้าจะกินให้อร่อยต้องมากินให้ถึงแหล่ง โดยเฉพาะทุเรียนหมอนทอง เป็นของดีเมืองระยอง แต่นอกจากทุเรียนก็ยังมีผลไม้อื่นๆที่ขึ้นชื่ออีกหลากหลายชนิด ทั้งเงาะ ลองกอง ทุเรียน ทำให้เป็นที่ขึ้นชื่อว่าเมืองแห่งผลไม้นั่นเอง

ผลไม้จะออกมาดกๆเลย ในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นมิถุนายน ผลไม้จากสวนต่างๆ จะมาวางขายที่ตลาดหรือที่ล้งกันเต็มไปหมด หรือจะไปชิมแบบสุดๆถึงหน้าสวนก็ได้เช่นกัน ผลไม้หน้าสวนจะมีเยอะมากๆที่ตำบลตะพง และเป็นแหล่งที่ตั้งของตลาดตะพง ตลาดผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในระยอง หรือหากสนใจไปชิมเองถึงสวน ผมก็มีมาแนะนำให้รู้จักสวนที่น่าสนใจ ดังนี้

สวนปาหนัน 

เป็นสวนผลไม้เก่าแก่มีมาแต่ช้านาน  เก่าแก่ระดับตกทอดมาหลายรุ่น ยาวนานกว่า 80 ปี มีพื้นที่ 12 ไร่ เป็นสวนผสม มีผลไม้หลากหลายชนิด ทั้งทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง กิจกรรมสำคัญที่เปิดให้นักท่องเที่ยวมาเข้าชมนั้นคือ

กิจกรรมบุฟเฟ่ต์ผลไม้และโฮมสเตย์ เรียกได้ว่าทั้งได้อิ่มทั้งได้นอนกันยาวๆเลยทีเดียว นอกจากนี้ในเวลากลางวันยังมีกิจกรรมปั่นจักรยานชมสวน กราบรอยพระพุทธบาทบนเขาพระบาท ชิมขนมจีนสมุนไพรข้าวกล้อง เดินชมป่าต้นน้ำเป็นต้น

สวนผู้ใหญ่สมควร

สวนแห่งนี้เป็นสวนที่อยู่ที่ตำบลอื่น ไม่ใช่อยู่ที่ตะพง แต่ว่าก็ไม่ไกลกันมากนักยังคงอยู่ในละแวกเดียวกัน สวนนี้มีพื้นที่กว่า 100 ไร่ มีต้นมังคุดอายุ 100 ปีเป็นจุดเด่น รสชาติยังคงหวานอร่อย เปลือกบาง และยังมีทุเรียน เงาะ กระท้อน และลองกองให้แวะชิม ช้อป ชิล อีกด้วย

สวนยายดา

สวนแห่งนี้มีชื่อมาจากใกล้เชิงเขายายดา เขาที่อยู่ใกล้ตัวเมืองระยอง สวนนี้จะอยู่บริเวณเชิงเขา บรรยากาศร่มรื่น มีอาณาเขต 40 ไร่ มีการปลูกทั้งยางพาราและผลไม้ ที่นี่แตกต่างจากสวนอื่นๆตรงที่ ต้นไม้แต่ละต้นจะมีป้ายชื่อติดเอาไว้

พร้อมบรรยายสรรพคุณของผลไม้นั้นๆอย่างละเอียด ทีนี่ยังมี สละ มะยงชิด และชะมวง อีกด้วย

สวนคุณไพบูลย์

สวนแห่งนี้มีพื้นที่ 20 ไร่ มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาชิมผลไม้สดๆกันไม่ขาดสาย มีผลไม้นานาพันธุ์ ทุเรียน เงาะ มังคุด มะยงชิด จุดเด่นคือทุเรียนพันธุ์นกกระจิบที่เป็นสายพันธุ์โบราณ มีน้อยสวนที่ขาย

เดินทางท่องเที่ยว นั่งรถไฟในโตเกียวอย่างไรให้ดูโปรฯ

ญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งในประเทศแถวหน้าของเอเชียที่มีการคมนาคมขนส่งที่ดีเยี่ยม

โดยเฉพาะการคมนาคมขนส่งสาธารณะ ใครก็คงรู้จักรถไฟเร็วสูงอย่างชินคังเซน ใช่ไหมครับ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ว่าญี่ปุ่นก้าวหน้า และดูแลการเดินทางของประชากรในประเทศได้ดีขนาดไหน

หากเป็นคนญี่ปุ่นอยู่แล้วหรือคนที่เที่ยวประเทศญี่ปุ่นบ่อยๆ ก็คงไม่น่ากังวลใจเท่าใดนัก แต่หากเป็นนักท่องเที่ยวที่มาญี่ปุ่นครั้งแรกหรือมาไม่บ่อยแล้วล่ะก็คงเป็นปัญหาพอตัว ซึ่งมีโอกาสหลงได้สูงมาก วันนี้เราจะมาแนะนำแผนเที่ยวโตเกียวแบบง่ายๆ กันด้วยการนั่นรถไฟ JR Yamanote Line เอาสายนี้สายเดียวก่อน ไม่ต้องเปลี่ยนสายมากแต่ก็เดินทางได้หลากหลายสถานที่ในโตเกียว ไม่ว่าจะเป็น ชิบุยะ ฮาราจูกุ กินซ่า อุเอะโนะ นิปโปริ เป็นต้น เรียกได้ว่าสายเดียวจบเลยก็ว่าได้สำหรับรถไฟสายนี้

รถไฟสายนี้เรียกกันติดปากสั้นๆว่า รถไฟ JR ดำเนินการโดนกลุ่มบริษัท Japan Railways Group

เราสังเกตรถไฟนี้ได้ง่ายๆจากสีที่คาดอยู่ข้างขบวนรถไฟที่เป็นสีเขียว และข้อดีของรถไฟ JR คือถึงแม้นั่งผิดสถานี รถไฟจะวิ่งวนลูปเป็นวงกลม คือนั่งพลาดแล้วจะนั่งวนจนกลับมาที่เดิมยังได้นั่นเอง

สถานีแรกที่อยากแนะนำหากนั่งรถไฟ JR คือ สถานี ฮาราจูกุ Harajuku เป็นถิ่นมังงะและคอสเพลย์ชั้นเยี่ยม การแต่งตัวของวัยรุ่นแถบนี้ไม่มีคำว่าธรรมดา เรียกได้ว่าหลุดโลกกันเลยทีเดียว นอกจากเป็นแหล่งแต่งตัวอันสุดเฟี้ยวฟ้าว คอสเพลย์หรือที่เรียกว่าแต่งเลียนแบบเกม เลียนแบบการ์ตูน ก็ไม่ธรรมดาแต่อย่างใด เป็นแฟชั่นสนุกๆเท่ห์ๆ และยังเป็นแหล่งช้อปปิ้งละลายเงินชั้นดีอีกด้วย

Shibuya หรือ ชิบุย่า เป็นอีกสถานทีที่รถไฟ JR ผ่านและไม่ควรพลาดมาแวะเยี่ยมเยือน ดินแดนแห่งนี้มีจุดเด่นที่ชอบถ่ายรูปกันคือ ห้าแยกชิบุยะ เป็นจุดน่าสนใจว่าทำ 5 แยกให้เดินทางไม่เป็นปัญหาการจราจรได้อย่างไร และเป็นเมืองที่มีประชากรเยอะมาก และมีร้านค้า ร้านอาหาร แวะช้อป แวะชิมได้เยอะมาก

Ebisu เอะบิซุ เป็นสถานีและสถานที่ที่ไม่วุ่นวายเท่าฮาราจุกุหรือชิบุยะ แต่แฝงไว้ด้วยสไตล์เอกลักษณ์ของตัวเอง มีโรงเบียร์ดังอย่าง Sapporo Beer และ Yebisu Beer เป็นแหล่งรวมงานศิลปะที่มีเสน่ห์ ที่ไม่ควรพลาด